รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ราชวงศ์โรมานอฟ[i]
โรมานอฟเป็นราชวงศ์ที่สองต่อจากราชวงศ์รูริคโดยเริ่มการปกครองในปี 2156 (ค.ศ. 1613) กษัตริย์นิโคลัสที่ 2 เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย ก่อนที่จะถูกบังคับให้สละราชสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม 2460 (ค.ศ. 1917) ราชวงศ์โรมานอฟถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน[ii] ราชวงศ์โบราณที่ตั้งอยู่บนการปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นี้มีความน่าสนใจหลายประการ ในแง่หนึ่ง ครอบครัวของนิโคลัสก้าวข้ามมาสู่ความเป็นสมัยใหม่ และในแง่ของความสนใจที่สาธารณชนมีต่อเจ้าหญิงทั้งสี่คน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ของครอบครัวบนความสมบูรณ์แบบ เจ้าหญิงทั้งสี่มักจะสวมชุดสีขาวที่ตัดออกมาในแบบเดียวกัน และหมวกที่เข้ากันกับชุดที่สวมใส่ มันเป็นเรื่องแปลกที่ว่า แม้ชาวรัสเซียจะเบื่อหน่ายต่อการปกครองภายใต้นิโคลัส แต่เจ้าหญิงทั้งสี่คนยังสามารถเรียกร้องความสนใจในความเป็นไปของพวกเธอที่ติดกับดักความวิปริตทางการเมือง แต่ก็ยังสามารถถ่ายทอดความไร้เดียงสา ความงาม และพรหมจรรย์ได้อย่างน่ากังขาภาพลักษณ์ของเจ้าหญิงทั้งสี่ถูกสร้างดั่งเช่นเจ้าหญิงในเทพนิยาย แม้แต่นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ยังเทียบภาพลักษณ์นี้กับเจ้าหญิงไดอาน่าแห่งสหราชอาณาจักรที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ความเป็นจริงไม่ได้สวยงามเสมอไป พวกเธอถูกครอบงำและบดบังโดยแม่ของพวกเธอ ราชินีอเล็กซานดร้า ผู้กำหนดชะตากรรมของลูกสาวทั้งสี่คนเรื่องราวของอเล็กซานดร้าเริ่มต้นจากหญิงสาวที่มาจากราชรัฐเยอรมันเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Hesse อเล็กซานดร้าเป็นบุตรสาวของเจ้าหญิงอลิซแห่งสหราชอาณาจักร จึงมีศักดิ์เป็นหลานของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย มองจากภายนอก ครอบครัว Hesse ของเธอมีความสุขดี แต่ในปี 2421 (ค.ศ. 1878) แม่ของเธอได้เสียชีวิตลงเมื่อเธอมีอายุเพียง 6 ปีโศกนาฏกรรมนั้นเป็นบาดแผลลึกที่ติดตัวอเล็กซานดร้ามาตลอด ทำให้เธอมีบุคลิกขี้อายและเก็บตัว หลังจากการเสียชีวิตของอลิซ สมเด็จพระราชินีวิคตอเรียได้รับเอาอเล็กซานดร้าไปเลี้ยงเยี่ยงมารดาที่แท้จริง พระองค์มีวิธีเลี้ยงดูแบบเข้มงวด อาทิ มีการสั่งการให้นางพยาบาลเขียนรายงานรายเดือนเกี่ยวกับพัฒนาการของอเล็กซานดร้า ความเข้มงวดได้นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างยายกับหลาน อเล็กซานดร้าจึงถูกเลี้ยงมาให้มีลักษณะเหมือนกับวิคตอเรีย บนรสนิยมแบบอังกฤษและมาตรฐานศีลธรรมของราชสำนัก จึงทำให้อเล็กซานดร้ามีความเป็น “อังกฤษ” อย่างมาก แม้ว่าเธอจะเป็น “เยอรมัน” ก็ตาม วิคตอเรียมีบทบาทอย่างมากในการสร้างความเป็นอังกฤษในตัวของอเล็กซานดร้า[iii]ในปี 2427 (ค.ศ. 1884) เมื่ออเล็กซานดร้าอายุได้เพียง 12 ปี ได้มีโอกาสเดินทางไปงานสมรสของพี่สาวที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในโอกาสนั้น เธอได้มีโอกาสพบกับนิโคลัส ซึ่งดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารใรพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ขณะนั้นนิโคลัสมีอายุเพียง 16 ปี วันหนึ่งในอนาคตนิโคลัสจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นซาร์คนต่อไปที่ครอบครองดินแดนขนาด 1 ใน 6 ของโลก และจะเป็นกษัตริย์ที่มั่งคั่งที่สุดในโลกด้วย เมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ ในยุโรป โรมานอฟเป็นราชวงศ์ที่โดดเด่นที่สุด และหากจะมีการจับคู่ระหว่างราชวงศ์ต่างๆ นิโคลัสนับว่าเป็น “รางวัล” ที่มีมูลค่าสูงสุด จากนั้นไม่กี่ปี ทั้งสองตกหลุมรักต่อกันและกัน แม้ว่าในระยะแรกผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายไม่คิดว่าหนุ่มสาวคู่นี้เหมาะสมกัน ราชินีวิคตอเรียกังวลใจเป็นพิเศษเมื่อรู้ว่าอเล็กซานดร้าต้องการแต่งงานกับซาร์แห่งรัสเซีย เพราะในเวลานั้นวิคตอเรียเริ่มกังวลใจต่ออนาคตของรัสเซีย และด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่รัสเซียห่างไกลจากอังกฤษ ยิ่งทำให้ความกังวลใจเพิ่มมากขึ้น วิคตอเรียมองว่ารัสเซียเป็นดินแดนต่างด้าว แม้จะเป็นราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เต็มไปด้วยอันตรายหลายแบบที่ยากต่อการควบคุม ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายของนิโคลัสนั้นก็ไม่ต้องการให้มีการสมรสกับอเล็กซานดร้า เพราะโรมานอฟไม่ชอบเยอรมัน รวมไปถึงการที่พวกเขาไม่ชอบเจ้าหญิงที่สมถะ ขี้อาย ไม่เหมาะสมกับเจ้าชายที่ครอบครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ไพศาล พวกเขาต้องการเจ้าหญิงที่สมศักดิ์ศรีมากกว่านี้ นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่ตัวเลือกภริยาของนิโคลัสที่ก่อให้เกิดความกังวลใจ แต่รวมไปถึงความสามารถของนิโคลัสในฐานะซาร์ในอนาคต กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 มีบุคลิกน่าเกรงขาม มีรูปร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเครายาว มีความแข็งแกร่งทางกายภาพ รวมถึงมีศิลปะในการปกครองราชอาณาจักร สามารถสั่งการกระทรวงต่างๆ ได้อย่างเฉียบขาด เป็นบุคคลที่สามารถตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด ไม่ลังเล บ่อยครั้งที่พ่อมีความกังวลใจในตัวลูกว่าจะสามารถสืบต่อราชอำนาจได้หรือไม่ ถึงขนาดที่พ่อเคยปรามาสนิโคลัสว่ามีความอ่อนแอเหมือนสตรีด้วยซ้ำ และนิโคลัสก็ไม่เคยพิสูจน์ให้พ่อของเขาเห็นแม้แต่ครั้งเดียวว่าเขามีความพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์ที่สมศักดิ์ศรีในอนาคตก่อนวันขึ้นครองราชย์เพียง 1 วัน นิโคลัสได้เขียนในไดอารี่ว่า เขาได้เล่นเกมปาเม็ดเกาลัดกับเจ้าชายจอร์จแห่งกรีซ สะท้อนว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญหรือความสนใจอย่างแท้จริงกับการขึ้นครองราชย์ และไม่ตระหนักว่าสิ่งท้าทายที่จะเกิดขึ้นต่อราชวงศ์โรมานอฟในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นั้นมันมหาศาลเพียงใด[iv] รัสเซียเป็นราชอาณาจักรขนาดใหญ่ที่มาถึงจุดเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคกลางและยุคใหม่ ระบบข้าทาสศักดินาเพิ่งถูกยกเลิกไปเมื่อ 30 ปีก่อนหน้านั้น ขณะที่ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ยังประกอบอาชีพกสิกรรมและยังยากจนอยู่มาก ความล้าหลังนี้เดินสวนทางกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งราชวงศ์โรมานอฟไม่สามารถก้าวทันตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาบันกษัตริย์ที่อื่นๆ ในยุโรป เริ่มที่จะเสื่อมอำนาจลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นิโคลัสขึ้นครองราชย์ และในปี 2437 (ค.ศ. 1894) มกุฎราชกุมารนิโคลัสต้องถูกทดสอบเร็วกว่าที่ตัวเองได้คาดคิดไว้ เมื่อเขาได้เดินทางไปเยือนคู่หมั้นที่เยอรมนี แต่ต้องถูกเรียกตัวกลับรัสเซียด่วนเพราะกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ป่วยหนักและเสียชีวิตในวันที่ 20 ตุลาคม นำความโศกเศร้ามาสู่นิโคลัสอย่างมากเพราะไม่ได้คาดการณ์ว่าวันนั้นจะมาถึงเร็ว กษัตริย์เล็กซานเดอร์เสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 49 ปีเท่านั้น ขณะที่นิโคลัสมีอายุ 26 ปี และกังวลใจว่าจะไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบต่อราชอาณาจักรบนไหล่ของตัวเองได้ เมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต นิโคลัสไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้ และได้กล่าวว่าไม่อยากจะเป็นกษัตริย์และไม่รู้จะทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ ได้อย่างไร หลังจากงานศพกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ผ่านไปเพียงสัปดาห์เดียว นิโคลัสจัดงานสมรสกับอเล็กซานดร้าอย่างหรูหราที่พระราชวังฤดูหนาว เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก[i] ราชวงศ์โรมานอฟเริ่มต้นในปี ค.ศ.1613 มีพระเจ้าซาร์คนแรกคือ กษัตริย์ไมเคิลที่ 1 ต่อมาหลานชายของกษัตริย์ไมเคิลที่ 1 นั่นคือ กษัตริย์ปีเตอร์ที่ 1 ได้ก่อตั้งราชอาณาจักรรัสเซียที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนให้รัสเซียกลายมาเป็นมหาอำนาจในภาคพื้นยุโรปผ่านการทำสงครามและการปฏิรูปต่างๆ
[ii] Dana M. Ohren, “World War I, 1914-1918”, Event that Changed Russia since 1855, edited by Frank W. Thackeray, (Westport, Connecticut and London: Greenwood Press, 2007), p.92.
[iii] See, Tsaritsa Alexandra, The Last Diary of Tsaritsa Alexandra, (New Haven: Yale University Press, 1997).
[iv] Robert Service, The Last of the Tsars: Nicholas II and the Russian Revolution, (London: Macmillan, 2017), p.10.

วัน: 28 มิถุนายน 2020
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และราชินีอเล็กซานดร้าหลังจากความวิตกกังวลต่อการขึ้นครองราชย์ นิโคลัสก็ได้ภริยาที่ทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น ก่อนหน้านี้ ทั้งคู่สื่อสารกันโดยการส่งจดหมายที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ นิโคลัสสารภาพความรักต่ออเล็กซานดร้าอย่างตรงไปตรงมา เปรียบเธอเป็นแสงสว่างในวันที่มืดมน และเป็นผู้ที่นำความสุขมาสู่เขา ส่วนของอเล็กซานดร้านั้น ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อนิโคลัส โดยเฉพาะเมื่อต้องผลัดถิ่นไปอยู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ไม่มีความสะดวกสบาย แต่ก็ได้อ้อมกอดของนิโคลัสที่ทำให้อุ่นใจ ในระยะแรกของการย้ายเข้าสู่พระราชวังที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อเล็กซานดร้าพบกับความยากลำบากนานัปการ แม้เธอจะเป็นหลานสาวของราชินีวิคตอเรีย แต่เธอไม่ได้เตรียมพร้อมในการรับตำแหน่งราชินีของรัสเซีย เธอไม่มีความพร้อมในการสื่อสารภาษารัสเซีย การทำความเข้าใจกับชีวิตในพระราชวังรัสเซีย และความรู้เกี่ยวกับนิกายออร์โธดอกซ์ ราชวงศ์โรมานอฟมีความยิ่งใหญ่มากกว่าราชวงศ์อื่นๆ ในยุโรป งานเลี้ยงก็มีความยิ่งใหญ่กว่า มีจำนวนแขกที่มาร่วมงานมากกว่า ทุกอย่างใหญ่โตมโหฬารกว่าที่อเล็กซานดร้าคาดคิดไว้ ราชินีวิคตอเรียได้เคยกล่าวไว้ว่า ชาวรัสเซียมักจะเป็นพวกที่ “ล้น” อยู่บ้าง แม้เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจถดถอย แต่ราชวงศ์โรมานอฟก็ยังใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย และคงไว้ซึ่งพิธีการทูตที่ทั้งยิ่งใหญ่และเข้มงวด ดังนั้น อเล็กซานดร้าเสมือนดั่งหลงทางในวิถีชีวิตโอ่อ่าที่ต่างไปจากเยอรมนีที่กลายเป็นราชอาณาจักรที่ล้าหลังไปเสียแล้ว ทำให้เธอไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ของรัสเซีย ผสมกับลักษณะส่วนตัวของอเล็กซานดร้า ที่เมื่อรู้ว่าทำอะไรพลาด เธอจะมีความหวาดกลัวอย่างมาก ทางออกก็คือการวิ่งหนีจากความจริงและหลบตัวอยู่ในห้องนอน แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายขึ้น เมื่อมารดาของนิโคลัสหรือพระราชชนนีมาเรีย ฟีโอโดรอฟนา ได้คาดหวังให้ลูกสะใภ้ดำเนินรอยตามวิถีราชสำนักโรมานอฟ ที่จะต้องคงไว้ซึ่งความหรูหรา ฟู่ฟ่า พระราชชนนีจึงกลายมาเป็นสิ่งเตือนใจว่า อเล็กซานดร้าไม่มีอะไรที่เหมือนกับราชวงศ์โรมานอฟทั้งสิ้น สำหรับพระราชชนนี การเป็นราชินีของรัสเซียจะต้องออกไปพบผู้คน นี่คือภารกิจสำคัญ และจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วยความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม อเล็กซานดร้ามิใช่มาเรีย และด้วยเหตุนี้ ทำให้แม่สามีและลูกสะใภ้ต้องขัดใจกันเสมอ สิ่งหนึ่งที่อเล็กซานดร้ามิได้ตระหนักถึงก็คือ การสมรสกับนิโคลัสไม่ใช่แค่สมรสกับตัวบุคคล แต่เป็นการสมรสกับสถาบันกษัตริย์ของรัสเซียด้วย และนี่คือสถาบันกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้โชคดูเหมือนจะไม่เข้าข้างอเล็กซานดร้า เธอแทบจะพูดภาษารัสเซียไม่ได้ และแม้แต่ภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาประจำราชสำนัก เธอก็ไม่มีความสามารถพอในการสื่อสาร ทำให้ราชสำนักรู้สึกผิดหวังในตัวอเล็กซานดร้า สมาชิกโรมานอฟนินทาและหัวเราะเยาะเธอลับหลัง บอกว่าเธอแต่งตัวไม่มีรสนิยม พูดภาษาฝรั่งเศสด้วยสำเนียงที่ไม่ใช่ต้นตำรับ ในส่วนของอเล็กซานดร้านั้นก็ไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อชนะใจคนเหล่านั้น แต่กลับหลีกหนีจากผู้คนมากขึ้น และปฏิเสธการทำหน้าที่ราชินีของรัสเซีย ในที่สุด ทั้งนิโคลัสและอเล็กซานดร้าได้ใช้ชีวิตที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นในพระราชวังที่ Tsarkoye Selo อันแสนงดงามที่อยู่ทางตอนใต้ของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไป 15 ไมล์ ที่สร้างเลียนแบบพระราชวังแวร์ซาย เพื่อเป็นที่พำนักที่ห่างจากเมืองหลวงและปัญหาทางการเมือง ห่างจากสังคมชนชั้นสูงของรัสเซีย จนทำให้ครอบครัวโรมานอฟเสมือนอาศัยอยู่ในรังดักแด้ของตัวเอง อเล็กซานดร้าปฏิเสธความหรูหราของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย แล้วหันไปใช้ชีวิตเรียบง่าย ที่พระราชวังที่ Tsarkoye Selo ไม่ได้มีการประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์อลังการ แต่ได้สั่งซื้อเครื่องประดับบ้านจากร้านธรรมดาในลอนดอน เพื่อจุดมุ่งหมายของการสร้างบ้านที่เป็นบ้านจริงๆ ภาษาที่ใช้ในบ้านก็เป็นภาษาพื้นๆ ที่สะท้อนยุควิคตอเรียน สามีเรียกภริยาว่าภริยา ภริยาเรียกสามีว่าสามี ภายในบ้านจะประดับไปด้วยรูปถ่ายของครอบครัว ชนชั้นสูงของรัสเซียมักจะวิจารณ์ที่ประทับของอเล็กซานดร้าว่าราคาถูก แม้แต่ตามมาตรฐานของชนชั้นกลางรัสเซียก็นับได้ว่าเครื่องประดับเหล่านั้นราคาไม่แพงมาก แม้ภายนอกอาคารจะดูยิ่งใหญ่ แต่ภายในกลับตกแต่งแบบโรงแรมเกรดสอง อย่างไรก็ตาม รสนิยมแบบนี้กลับสะท้อนความผูกพันทางกายภาพและความรู้สึกของสมาชิกครอบครัวของนิโคลัส เป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและผูกพัน อเล็กซานดร้ามักไม่ชอบให้สามีไปราชการต่างจังหวัด และจะโหยหาสามีเสมอ ทั้งในเรื่องความรักและการพึ่งพาต่างๆ ในทางกลับกัน นิโคลัสก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับอเล็กซานดร้าในปี 2439 (ค.ศ. 1896) งานราชาภิเษกได้มีขึ้นที่มอสโก สายตาประชาคมโลกได้จับจ้องมาที่พระเจ้าซาร์และราชินีองค์ใหม่ ไม่เพียงแต่ชาวรัสเซียได้มารวมตัวกันในงานเฉลิมฉลองนี้ แต่ยังเป็นครั้งแรกที่งานราชาภิเษกได้ถูกบันทึกไว้บนแผ่นฟิลม์ ฝูงชนเข้าแถวรอรับเสด็จสองข้างทาง ส่งผ่านความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกษัตริย์ ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย ผู้ปกครองไม่เพียงมีสถานะเยี่ยงเทพ แต่พวกเขาต้องรับฟังความเห็นสาธารณะและไม่ปฏิบัติต่อประชาชนราวกับประชาชนไม่มีความหมาย แต่หลังจากงานราชาภิเษกเพียงไม่กี่วัน โศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้น ในงานฉลองวันราชาภิเษกที่ Khodynka Field ในเขตชานเมืองมอสโก สำนักพระราชวังได้มีการตั้งโต๊ะแจกของที่ระลึกและบิสกิต แต่ก็มีข่าวลือแพร่กระจายว่า ของเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะแจกทุกคน จนทำให้เกิดการเบียดเสียดแย่งชิงของที่ระลึก ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 1,400 คน และบาดเจ็บอีก 600 คน อย่างไรก็ตาม ในค่ำวันนั้น นิโคลัสยังคงเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงที่สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส โดยไม่ได้สนใจต่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว สะท้อนถึงทัศนคติที่ไม่สนใจต่อทุกข์สุขของประชาชนหลังจากสิ้นสุดงานราชาภิเษก นิโคลัสได้เขียนในไดอารี่ว่า เมื่อเขาตื่นขึ้นมาพบว่างานเลี้ยงได้สิ้นสุดลง เขารู้สึกดีใจที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตดังเดิม ส่วนอเล็กซานดร้าก็รู้สึกดีใจที่นิโคลัสจะถอยห่างออกจากสาธารณชนอีกครั้ง และไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใส่ใจประชาชนมากนัก อเล็กซานดร้าเห็นว่าการเป็นราชินีไม่จำเป็นต้องชนะใจประชาชนอีกแล้ว เมื่อเรื่องนี้รู้ถึงหูวิคตอเรีย ก็ได้เขียนจดหมายเตือนหลานให้พยายามสร้างศรัทธาและการนับถือจากประชาชน ซึ่งอเล็กซานดร้าเขียนตอบกลับว่า “เรื่องการสร้างศรัทธานี้ไม่จำเป็น เพราะที่นี่คือรัสเซีย ไม่ใช่อังกฤษ เพราะในรัสเซีย ประชาชนบูชากษัตริย์ของเขาดังเทพ เราจึงไม่จำเป็นต้องได้ความรักหรือความเคารพเพิ่มจากเขา” อเล็กซานดร้ายังมีความเห็นคล้ายๆ กันต่อสังคมเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กว่า ความเห็นของสาธารณชนต่อสถาบันกษัตริย์ไม่มีความหมายใดๆ ความคิดแบบนี้ยิ่งทำให้ทั้งนิโคลัสและอเล็กซานดร้าให้ความสนใจกับครอบครัวของตัวเองเท่านั้น

