หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

เรื่องการล่มสลายของราชวงศ์รัสเซีย (โรมานอฟ 1917) วันนี้มาเริ่มตอนแรก

การล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย
รศ. ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโตวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) เจ้าหญิงทั้งสี่คนแห่งราชวงศ์โรมานอฟถูกสังหารอย่างไร้ความปราณี พร้อมกับพ่อแม่และน้องชายของพวกเธอ อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติที่เกิดขึ้นหนึ่งปีก่อนหน้านั้นที่ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของรัสเซีย เจ้าหญิงทั้งสี่คนมีชื่อว่า โอลก้า (Olga) ทาธิอาน่า (Tatiana) มาเรีย (Maria) และอนาสตาเซีย (Anastasia) ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์และการสักการะบูชาสำหรับคนจำนวนหนึ่งในรัสเซีย[i]ความสำคัญของการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซียในบริบทการเมืองไทย
ก่อนที่จะพูดถึงการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซียในบทความนี้ ผมเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องกล่าวถึงความสำคัญของหัวข้อนี้ในบริบททางการเมืองของไทย ความสำคัญประการแรกนั้นมาจากการที่ไทยเองยังมีสถาบันกษัตริย์ที่อยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย ในขณะนี้หากเรามองย้อนหลังกลับไปในกรณีของรัสเซียนั้น ก็เป็นเวลาครบ 100 ปีพอดีที่สถาบันกษัตริย์ของรัสเซียต้องล่มสลายลง ความเกี่ยวพันในแง่นี้อยู่ที่การเรียนรู้จากประสบการณ์ของรัสเซียเพื่อนำมาใช้อธิบายความเป็นมา การคงอยู่ และอนาคตของสถาบันกษัตริย์ไทย ประการที่สอง ในบรรดาชาติยุโรปทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า รัสเซียมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากกับสยาม โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความใกล้ชิดนี้มีองค์ประกอบทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวคือ ในแง่ของการที่สยามมีเจตนาของการใช้ความสัมพันธ์กับรัสเซียในการถ่วงดุลอังกฤษและฝรั่งเศส และในแง่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างราชวงศ์ทั้งสอง ถึงจุดที่รัชกาลที่ 5 ได้ส่งสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ให้เดินทางไปศึกษาที่เซนตปีเตอร์สเบิร์ก ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น หลายคนคงทราบดี เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ได้แอบทำพิธีสมรสกับหญิงสาวชาวรัสเซีย (ที่มาจากเมืองเคียฟ ในยูเครนในปัจจุบัน) ที่มีชื่อว่าเยกาเจรีนา อีสานอฟนา เดสนิตสกายา (ต่อมามีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า หม่อมคัทริน ณ พิษณุโลก) นำมาซึ่ง “วิกฤต” ในราชสำนัก เพราะการสมรสกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ “ฝรั่ง” นั้นเป็นเรื่องต้องห้ามด้วยเหตุผลในเรื่องของอัตลักษณ์แห่งสถาบันกษัตริย์และการเมืองในยุคอาณานิคมด้วย ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงการปกครองของรัสเซียเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา มีส่วนในการเป็นแรงบันดาลใจให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปี 2475 (ค.ศ. 1932) โดยส่วนหนึ่งของประกาศคณะราษฎร มีการอ้างถึงพระเจ้าซาร์และราชวงศ์โรมานอฟ เพื่อจะบอกถึงความสำคัญของรัสเซีย และความเกี่ยวโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเรามาเริ่มจากคำถามที่สำคัญก็คือ ทำไมเราจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์ของรัสเซีย คำตอบง่ายๆ ก็คือ การเรียนรู้ถึงความผิดพลาดของสถาบันกษัตริย์รัสเซียเพื่อใช้เป็นบทวิเคราะห์อนาคตของสถาบันกษัตริย์ไทย ซึ่งเนื้อหาในบทความนี้ได้อธิบายถึงมุมมองและทัศนคติทางการเมืองของโรมานอฟ ที่นำไปสู่จุดจบของสถาบันกษัตริย์ในที่สุด อาจกล่าวได้ว่า ไทยและรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ไม่แพ้ความสัมพันธ์ที่เรามีกับชาติยุโรปอื่นๆ จะต่างกันก็แต่เพียงสยามมองรัสเซียในฐานะเพื่อนมากกว่าศัตรู ในยุคสูงสุดของลัทธิอาณานิคม สยามกลายมาเป็น “รัฐกันชน” ของอังกฤษและฝรั่งเศส รัชกาลที่ 5 จึงมองเห็นว่าการคบหากับรัสเซียสามารถเป็นตัวสร้างสมดุลในความสัมพันธ์ที่สยามมีกับชาติฝรั่ง อาจกล่าวได้ว่า ในบรรดาการเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 ครั้งแรกในปี 2440 (ค.ศ. 1897) การเสด็จประพาสรัสเซียและได้เข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่มีการฉายพระรูปแล้วนำไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับในยุโรป มีความสำคัญในแง่สะท้อนความต้องการของสยามที่จะได้รับการยอมรับที่เท่าเทียมกับราชวงศ์ในยุโรป กระนั้นการพบปะกันครั้งนั้นยังมีที่มาที่ลึกซึ้งกว่านั้นด้วยระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม 2433 (ค.ศ. 1890) ในขณะที่นิโคลัสที่ 2 ยังดำรงตำแหน่ง “ซาเรวิช” หรือมกุฎราชกุมารรัสเซีย พระองค์ได้เสด็จประพาสสยาม มีการจัดพิธีต้อนรับใหญ่โต จน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้นำเรื่องราวส่วนนี้ไปเขียนในวรรณกรรมเรื่อง สี่แผ่นดิน ว่า”ศัพท์แสงที่ใช้กันในวัง ซึ่งคนข้างนอกไม่รู้พลอยก็เข้าใจ และใช้ได้ถูกต้อง เป็นต้นว่ามีงานการอย่างใหญ่ ต้องตระเตรียมมาก ก็มักจะพูดกันว่า “ราวกับรับซาเรวิช” ซึ่งพลอยก็เข้าใจว่าเป็นงานใหญ่ โดยไม่ต้องรู้ว่า “ซาเรวิช” นั้นคือ พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ เมื่อเสด็จเมืองไทย สมัยเป็นมกุฏราชกุมารประเทศรุสเซีย ทางวังเตรียมรับเสด็จกันเป็นการใหญ่ จนกลายเป็นคำพูดติดปาก”การพบปะครั้งนั้นได้สร้างความประทับใจให้กับนิโคลัสอย่างมาก เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พระเจ้าซาร์ (ณ เวลานั้นได้ดำรงตำแหน่งพระเจ้าซาร์แล้ว) ถึงกับเสด็จมารับรัชกาลที่ 5 ถึงสถานีรถไฟเอง หลังจากการเยือนในครั้งนั้น นิโคลัสได้ชักชวนให้รัชกาลที่ 5 ส่งพระราชโอรสไปศึกษายังประเทศรัสเซีย โดยพระองค์ยินดีที่จะรับอุปการะเสมือนสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟ ในที่สุด รัชกาลที่ 5 ได้ส่งสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กรัสเซียตามคำเชื้อเชิญของพระเจ้าซาร์ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 40 ในรัชกาลที่ 5 และองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และทรงเป็นพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ 6 ด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า ราชวงศ์โรมานอฟกับราชวงศ์จักรีมีความผูกพันกันมานานพอควรการล่มสลายของโรมานอฟเป็นกระจกเงาสะท้อนการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทย ส่วนหนึ่งได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ ตามประกาศของคณะราษฎรในปี 2475 ได้มีการระบุอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงในรัสเซียที่มีผลมาจากระบอบที่กดขี่ประชาชน ดังที่ปรากฏในข้อความข้างล่าง”ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้น ราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายอยู่ตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้าง ซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดั่งที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้การที่แก้ไขไม่ได้ ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่า ไพร่ บ้าง ข้า บ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอามาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใด ถ้าไม่มีเงิน รัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว”ความสำคัญของประวัติศาสตร์รัสเซียที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของสยามจึงเป็นสิ่งที่เราเพิกเฉยไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นในรัสเซียนอกจากจะให้บทเรียนแก่สยาม จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ยังสามารถให้บทเรียนกับสถาบันกษัตริย์ไทยในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เริ่มด้วยการลดความสำคัญทางการเมืองของกษัตริย์ไทย ต่อมาได้เริ่มฟื้นตัวหลังรัฐประหาร 2490 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกัน รัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล สถาบันกษัตริย์ได้สร้างความแข็งแกร่งจนกลายมาเป็นเสาหลักทางการเมืองไทยหลายทศวรรษ เมื่อเรามาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านรัชสมัยในปัจจุบัน การดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์จึงกลายมาเป็นหัวข้อการอภิปรายที่สำคัญอีกครั้ง และการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย อาจเป็นเครื่องชี้วัดอนาคตของสถาบันกษัตริย์ไทยได้ สำคัญที่สุดก็คือ ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของราชวงศ์ของไทยว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด และกษัตริย์องค์ปัจจุบันเข้าใจถึงความจำเป็นของการปฏิรูปเพื่อความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์หรือไม่บทความในส่วนต่อจากนี้จะเป็นการย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงวิกฤตทางการเมืองของรัสเซีย จุดเน้นที่สำคัญอยู่ที่ความเป็นอยู่และการเปลี่ยนแปลงในครอบครัวโรมานอฟที่มีผลมาจากการเมือง ผมละมิติทางการเมืองอื่นๆ อาทิ การเกิดขึ้นของคณะปฏิวัติรัสเซีย หรือกลไกทางการเมืองใหม่ที่มาแทนที่แบบเก่า แต่ประสงค์ที่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในราชวงศ์โรมานอฟ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในราชวงศ์ และมุมมองที่พวกเขามีต่อความเป็นราชนิกูลที่ต่างไปจากโลกแห่งความเป็นจริงนอกรั้ววัง[i] ส่วนหนึ่งของบทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลที่ได้จากสารคดีของสำนักข่าว BBC เรื่อง “Russia’s Lost Princesses: The Gilded Cage,” 21 สิงหาคม 2557.

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น